การเทรดดัชนี

การเทรดดัชนี (Index Trading)

ดัชนีคือตัวเลขที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงถึงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ (หุ้นทุน) ที่ทำการซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ดัชนีที่แสดงในแต่ละวันนั้นเป็นดัชนีเปรียบเทียบระหว่าง มูลค่าตลาดรวมในวันปัจจุบัน ของหุ้นสามัญทั้งหมด กับ มูลค่าตลาดรวมในวันฐาน ของหุ้นเหล่านั้น (วันฐานคือวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มเปิดให้มีการซื้อขาย โดยใชัตัวเลขของฐานคือ 100 จุด)

เมื่อทราบถึงความหมายแล้วก็จะทำให้เข้าใจวิธีการคำนวณได้ง่ายขึ้น ต่อไปก็จะขอแสดงให้ดูสูตรที่ใช้ในการคำนวณดังนี้

ดัชนีราคาหุ้น = มูลค่าตลาดรวมในวันปัจจุบัน x 100
มูลค่าตลาดรวมวันฐาน

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีราคาหุ้นมีดังนี้

1. ตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้มูลค่าของหุ้นสามัญเท่านั้นที่นำเอามาคำนวณ แต่ไม่นำเอามูลค่าของหุ้นบุริมสิทธิ(Preferred Share) หรือใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) เข้ามาเป็นส่วนประกอบในการคำนวณ

2. เนื่องจากขนาดของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทไม่เท่ากัน คือบางบริษัทจะมีจำนวนหุ้นมากกว่าบริษัทอื่นๆ ดังนั้นการคำนวณดัชนีราคาหุ้นในปัจจุบันจึงใช้วิธีถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด (Value Weighted) นั่นคือบริษัทที่มีขนาดใหญ่ (มีจำนวนหุ้นมาก) จะมีน้ำหนักในการคำนวณดัชนีมากกว่าบริษัทที่มีขนาดเล็กกว่า (มีจำนวนหุ้นน้อยกว่า)

3. มีการเปลี่ยนแปลงของหุ้นในตลาดอยู่เสมอ เช่น มีหลักทรัพย์เข้ามาจดทะเบียนใหม่ มีหุ้นที่เพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน บริษัทจดทะเบียนมีการเพิ่มทุนหรือลดทุน การรวมหรือควบกิจการ มีหลักทรัพย์ใดๆจะย้ายจากตลาดหลักทรัพย์ใหม่เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น

ดัชนีคือตัวเลขฐานตัวบ่งชี้เกณฑ์มาตรฐานของบริษัท ที่มีการดำเนินการอันดับชั้นนำในภูมิภาคหรืออุตสาหกรรมเฉพาะ ดัชนีจะได้รับผลกระทบจากความสำเร็จของแต่ละธุรกิจและกลุ่มตัวแทน มีการเทรดดัชนีของเราในฐานะ CFDs และมีการวัดทั่วทั้งส่วนของตลาดหุ้นทุน/ดัชนีหุ้นชั้นนำ

มูลค่าของดัชนี หรือการวัดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ประเด็นอย่างเช่น ผลิตภาพของบริษัท ราคาและการจ้างงาน เมื่อเทรดดัชนี CFDs เทรดเดอร์จะต้องพิจารณาถึงความผันผวนของความช่วยเหลือทางภูมิศาสตร์หรืออุตสาหกรรมที่ขึ้นอยู่กับดัชนีต่ออื่น ๆ รวมทั้ง TRADE.COM จะช่วยเหลือโดยการรวบรวมข่าวและการวิเคราะห์เพื่อแจ้งให้ทราบเพื่อตัดสินใจ
อิควิตี้อินเด็กซ์หรือดัชนีหุ้นคือดัชนีที่เป็นตัวแทนของราคาโดยรวมของกลุ่มหุ้นที่สำคัญ

อิควิตี้อินเด็กซ์ใหญ่ (ดัชนีหุ้นของโลก) จะรวมถึงแต่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ดัชนีดังต่อไปนี้:

1. S&P 500
2. Dow Jones
3. Nasdaq
4. FTSE100
5. Nikkei225
6. DAX
7. CAC40
8. Euro Stoxx 50
9. ASX200
ดัชนีหุ้นคือตัวแทนของภาพรวมตลาดหุ้นตามกลุ่ม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วหุ้นสำคัญที่ถูกนำมาคำนวณในดัชนีหุ้นจะเป็นหุ้นของบริษัทที่มีน้ำหนักมากที่สุด (มีมูลค่าสูง)

เกี่ยวกับการซื้อขายดัชนีราคาหุ้น

ดัชนีราคาหุ้นหรืออิควิตี้อินเด็กซ์คือดัชนีของตลาดหลักทรัพย์จริง ซึ่งเป็นตัววัดมูลค่าส่วนใดส่วนหนึ่งของตลาดหุ้น ดัชนีเหล่านี้จะถูกคำนวณตามค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาหุ้นที่ถูกเลือกซึ่งเป็นตัวแทนของหมวดหมู่ที่หุ้นตัวนั้นถูกจัดไว้ ดัชนีราคาหุ้นสามารถเป็นสิ่งที่แสดงถึงตัวตลาดหุ้นทั้งตลาดได้ เช่น NASDAQ หรือสามารถแสดงถึงกลุ่มของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศได้ เช่น S&P 500 ของอเมริกา, FTSE 100 ของอังกฤษ, หรือ Nikkei 225 ของญี่ปุ่น

วัตถุประสงค์ของการใช้ดัชนีคือ เพื่อแสดงถึงทิศทางของตลาดหุ้นหรือเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อย่างไรก็ตามเนื่องจากตลาดหุ้นประกอบไปด้วยกลุ่มของบริษัทต่าง ๆ ดัชนีเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญของภาคธุรกิจหนึ่ง ๆ ได้เช่นกัน

การถ่วงน้ำหนักของดัชนีราคาหุ้นจากกลุ่มของหุ้นที่ถูกเลือกจะมีความแตกต่างกันในแต่ละตัวดัชนี ดังนั้นจึงหมายความว่า ไม่ใช่ดัชนีทุกตัวจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในการคำนวณ วิธีการหลัก ๆ 2 วิธีในการคำนวณน้ำหนักที่แท้จริงของกลุ่มหุ้นที่อยู่ในดัชนีคือ การให้น้ำหนักตามราคา และการให้น้ำหนักตามมูลค่าตามราคาตลาด

ท่านสามารถดูหมวดหมู่ของวิธีการคำนวณดัชนีบางส่วนที่ได้รับความนิยมได้ที่ด้านล่างนี้:

1. Dow Jones (US30) และ Nikkei 225 (Japan225) เป็นดัชนีที่มีการถ่วงน้ำหนักตามราคา
2. FTSE 100 (UK 100), ASX200 (Australia 200), Hang Seng Index (Hong Kong 50, DAX (Germany 30), CAC 40 (France 40) และ IBEX35 (Spain 35) เป็นบางส่วนของดัชนีราคาหุ้นหลักที่มีการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตามราคาตลาด
ดัชนีราคาหุ้น – ใครเป็นใคร?
S&P 500 (US500): ดัชนีตลาดหุ้น S&P500 (US500) ถูกเริ่มนำมาใช้โดยบริษัทที่เป็นผู้ให้บริการทางด้านการเงินสัญชาติอเมริกัน Standard & Poor’s Financial Services LLC ในปี ค.ศ.1957 ดัชนีนี้ถือเป็นตัววัดชั้นนำของหุ้นสหรัฐและเป็นหนึ่งในตัววัดมาตรฐานที่ถูกใช้มากที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมประมาณ 75% ของตลาดหุ้นอเมริกันตามขนาดของมูลค่าตามราคาตลาด

ASX200 (Australia200): ดัชนี ASX 200 (AUS200) เป็นดัชนีของตลาดหุ้นที่มีการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย (Australian Stock Exchange) ซึ่งอยู่ในกลุ่มของตลาดหลักทรัพย์ 15 อันดับแรกของโลกที่มีปริมาณการซื้อขายในแต่ละวันโดยเฉลี่ย $4.685 พันล้าน ดัชนีนี้จะมีเฉพาะหุ้นที่ถูกลิสต์ไว้ในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียเท่านั้น

Nikkei 225 (JP225): Nikkei 225 (JP225) หรือที่รู้จักกันในชื่อนิเคอิ (Nikkei) คือดัชนีราคาหุ้นของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (Tokyo Stock Exchange) ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก โดยมีมูลค่าตามราคาตลาด US$4.09 ล้านล้าน

HSI (HK50): HSI (HK50) หรือดัชนีฮั่งเส็ง (Hang Seng) เป็นดัชนีของตลาดหุ้นที่มีการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตามราคาตลาดที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1969 เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงประจำวันของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 50 อันดับแรกที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ Hong Kong Stock Market (HKEx) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย (และอันดับที่ 6 ของโลก)

FTSE 100 (UK100): ดัชนีราคาหุ้น FTSE 100 (UK100) ย่อมาจาก Financial Times Stock Exchange 100 Index ซึ่งประกอบด้วยบริษัท 100 แห่ง ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange)

NASDAQ 100 (US100): ดัชนีหลัก NASDAQ คือ NASDAQ Composite และส่วนย่อย NASDAQ 100 (US100) ที่ประกอบด้วยหุ้น 107 ตัว ของบริษัทที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเงินที่มีบทบาทมากที่สุด 107 แห่งที่ถูกลิสต์ไว้ในตลาดหลักทรัพย์แนสแดค (NASDAQ Stock Exchange)

DJIA (US30): DJIA (US30) เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่มีอายุมากที่สุดเป็นอันดับสองในประเทศสหรัฐอเมริกา รองจาก Dow Jones Transportation Average ที่แสดงถึงราคาหุ้นของบริษัทสัญชาติอเมริกันขนาดใหญ่ 30 แห่ง ในช่วงเวลาการซื้อขายปกติของตลาดหุ้น ดัชนีนี้ถูกคำนวณโดย DJIA Divisor ด้วยการหารราคารวมของหุ้นทั้ง 30 ตัวในกลุ่ม

DAX (GER30): DAX (GER30) ซึ่งย่อมาจาก Deutscher Aktienindex เป็นดัชนีตลาดหุ้นหลักของประเทศเยอรมันที่ประกอบไปด้วยบริษัทสำคัญ 30 แห่ง ที่มีการซื้อขายอยู่บนตลาดหลักทรัพย์แฟรงเฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchang) ดัชนีนี้ถือเป็นดัชนีของหุ้นบลูชิพในด้านคุณภาพและผลกำไร

CAC 40 (FRA40): ดัชนีตลาดหุ้นมาตรฐานของฝรั่งเศส CAC 40 (FRA40) ซึ่งย่อมาจาก Cotation Assistée en Continu เป็นดัชนีที่แสดงถึงหุ้นของบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดใหญ่ที่สุด 40 อันดับแรกจาก 100 บริษัท ที่มีการซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศฝรั่งเศส Euronext Paris ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองในยุโรป

อิควิตี้อินเด็กซ์ (ดัชนีหุ้น) คืออะไร?
อิควิตี้อินเด็กซ์หรือดัชนีหุ้นคือดัชนีที่เป็นตัวแทนของราคาโดยรวมของกลุ่มหุ้นที่สำคัญ

อิควิตี้อินเด็กซ์ใหญ่ (ดัชนีหุ้นของโลก) จะรวมถึงแต่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ดัชนีดังต่อไปนี้:

1. S&P 500
2. Dow Jones
3. Nasdaq
4. FTSE100
5. Nikkei225
6. DAX
7. CAC40
8. Euro Stoxx 50
9. ASX200
ดัชนีหุ้นคือตัวแทนของภาพรวมตลาดหุ้นตามกลุ่ม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วหุ้นสำคัญที่ถูกนำมาคำนวณในดัชนีหุ้นจะเป็นหุ้นของบริษัทที่มีน้ำหนักมากที่สุด (มีมูลค่าสูง)

ในช่วงวันทำการราคาหุ้นของบริษัทต่าง ๆ จะมีการปรับตัวขึ้นหรือลง เนื่องจากดัชนีหุ้นมีการคำนวณจากกลุ่มของหุ้นที่สำคัญดังนั้นราคาจะมีการปรับตัวขึ้นหรือลงตามการเคลื่อนตัวโดยรวม (สูตรทางคณิตศาสตร์และสถิติ) ซึ่งมีราคาหุ้นแต่ละตัวเป็นตัวกำหนดราคาสุดท้าย

นี่คือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่ควรทำความเข้าใจก่อนทำการซื้อขายดัชนีหุ้น:

1. หุ้นทั้งหมดที่อยู่ในดัชนีหุ้นหนึ่ง ๆ (เช่น Dow Jones) จะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกและอาจถูกสับเปลี่ยนเข้าออกได้โดยบริษัทอื่นถ้าหากผลการดำเนินงานโดยรวมด้อยลงและมีบริษัทอื่นที่ทำได้ดีกว่า หรือกล่าวโดยสั้น ๆ คือ บริษัทที่อยู่ในกลุ่มจะไม่ได้เป็นบริษัทเดิมตลอดเวลา
2. การกำหนดน้ำหนักของหุ้นที่มีผลต่อดัชนีหุ้นโดยรวมนั้นจะมาจากการคำนวณและกฎต่าง ๆ ดังนั้นจึงทำให้หุ้นทุกตัวในกลุ่มดัชนีไม่ได้มีน้ำหนักเท่านั้น หรือพูดง่าย ๆ คือ ราคาโดยรวมของดัชนีหุ้นจะไม่ได้เกิดจากการคำนวณง่าย ๆ ด้วยการนำราคาของหุ้นแต่ละตัวมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนหุ้นเพียงเท่านั้น
3. ดัชนีหุ้นจะแสดงให้เห็นถึงความเห็นในภาพรวมและสามารถถูกนำมาใช้เป็นตัววัดประสิทธิภาพโดยรวมของตลาดหุ้นได้ด้วยมูลค่าในอดีต
4. ตามที่ได้กล่าวไปในข้อที่ 2 เนื่องจากหุ้นทุกตัวที่อยู่ในกลุ่มไม่ได้มีค่าน้ำหนักเท่ากันแต่จะมีการให้น้ำหนักที่มากกว่ากับบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดที่สูงกว่า นั่งจึงหมายความว่าถ้าหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ได้มีราคาลดลงไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ดัชนีโดยรวมจะลดลงตามไปด้วยถึงแม้ว่าหุ้นที่เหลืออาจจะไม่ได้มีราคาลดลงตาม
5. ตามที่ได้กล่าวไปในข้อที่ 1 หุ้นที่อยู่ในกลุ่มซึ่งจะถูกนำมาคำนวณดัชนีจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นดัชนีไม่ได้เป็นเหมือนตัวแทนของกลุ่มหุ้นที่มีแต่หุ้นตัวเดิม ๆ เสมอไป

****สำหรับการเทรดดัชนีที่มีค่าสเปรทต่ำมากๆ Pepperstone น่าจะเป็นคำที่ดีมากทีเดี่ยวครับ****